.
HOMETOWN & UNIVERSITYNEWS & INFORMATIONCOURSESGALLERYFORUM 4UFAQs
How to study Chinese | ทุกคำถามเกี่ยวกับการเรียนจีน
 
คำถาม
วันที่แก้ไข









20 พฤศจิกายน 2557
สถานที่ติดต่อที่สำคัญในจีน
ที่ติดต่อ Website
สถานกงสุลไทยในจีน http://www.thaiembbeij.org/thaiembbeij/th/consulate-general/
การบินไทย http://www.thaiairways.com/en/contact_us/index.page?
China Southern Airline http://www.csair.com/th/en/contact/static/gnxsjg.shtml
Air China http://www.airchina.com.cn/en/contact_us/mainland.shtml
China Eastern Airline http://hk.ceair.com/muovc/main/en_HK/Static_pages/Contact.html

ไปเรียนเมืองจีนจะต้องใช้เงินเท่าไร และ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

ประเมินค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ต่อ เทอมการศึกษา (ประมาณ 20 สัปดาห์) หน่วยเงิน : บาท
  • ค่าใช้จ่ายโดยประมาณก่อนการเดินทาง

ค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ ตั๋วนักเรียน (ขึ้นอยู่กับเมืองปลายทาง)

ค่าทำวีซ่าเข้าประเทศจีน ต่อการเข้า 1 ครั้ง

ค่าใช้จ่ายในการโอนเงินระหว่างประเทศ ต่อ 1 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่โอน)

ค่าตรวจร่างกาย (สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนมากกว่า 1 เทอมขึ้นไป)

 

12,000 - 25,000

1,000

600 - 1,150

1,500

  • ค่าใช้จ่ายในการเรียน (ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย)

ค่าเล่าเรียน ประมาณ 6,000 - 1,200 หยวน ต่อ เทอมการศึกษา (หลักสูตรภาษาจีนปกติ)

ค่าลงทะเบียน 150 - 600 หยวน

ค่าหนังสือ 300 หยวน

ค่าเช็คผลตรวจร่างกาย (สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนมากกว่า 1 เทอมขึ้นไป) ประมาณ

ค่าทำ Resident Permit (สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนมากกว่า 1 เทอมขึ้นไป) ประมาณ

ค่าทำประกันอุบัติเหตุ ต่อหนึ่งเทอมการศึกษา ประมาณ 300 หยวน

 

30,000 - 60,000

750 - 3,000

1,800

400

2,500

2,500

  • ค่าใช้จ่ายสำหรับหอพัก (ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย)

ค่าที่พักห้องคู่ ห้องน้ำส่วนตัว ราคาประมาณ 20 - 80 หยวน ต่อ วัน ต่อ คน

ค่าที่พักห้องเดี่ยว ห้องน้ำส่วนตัว ราคาประมาณ 40 - 150 หยวน ต่อ วัน ต่อ คน

 

100 - 400

200 - 750

  • ค่าอาหาร (ขึ้นอยู่กับเมือง)

เฉลี่ยมื้อละ 10 - 20 หยวน ต่อ มื้อ หรือ ประมาณ 30 - 60 หยวน ต่อ วัน

 

150 - 300

รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณทั้งสิ้น ( คิดจากห้องคู่)
86,800 - 193,350

หมายเหตุ

  • 1 หยวน = 5 บาท
  • ราคาประมาณการนี้ คิดจากค่าครองชีพในเมืองปักกิ่ง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามเมืองต่างๆ
  • ระยะเวลาประมาณ 135 วันต่อหนึ่งเทอมการศึกษา
  • ข้อมูลในตารางข้างต้น เป็นการประเมินค่าใช้จ่ายแบบคร่าว ๆ ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนการเงิน เบื้องต้นสำหรับผู้ที่กำลังจะตัดสินใจไปเรียน หากมีค่าใช้จ่ายใดที่นอกเหนือจากที่ได้จัดทำนี้ ทางทีมงาน ORENต้องขออภัยและโปรดกรุณาแนะนำเข้ามา เพื่อทางทีมงานจะได้ปรับปรุงต่อไป

Back to top

ตัวอย่างสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าบริการตามเมืองใหญ่ (โดยประมาณ)

ค่าตั๋วเครื่องบินปักกิ่ง - เซี่ยงไฮ้ประมาณ (เที่ยวเดียว)
ค่าโดยสารรถไฟ ปักกิ่ง - เซี่ยงไฮ้
ค่าโดยสารรถไฟใต้ดิน (ปักกิ่ง)
ค่าโดยสารรถไฟใต้ดิน (เซี่ยงไฮ้)
ค่าโดยสารรถประจำทาง
ค่ารถแท็กซี่ (สำหรับ 3 กิโลเมตรแรก กิโลเมตรถัดไปคิด 1.2 - 1.6 หยวน)
รถจักรยาน (มือใหม่)
หนังสือพิมพ์
ค่าถ่ายเอกสาร A4 หน้าละ
บัตรชมภาพยนตร์
แมคโดนัลด์ (อาหารชุด)
ข้าวสาร / ครึ่งกิโลกรัม
ผักสด / ครึ่งกิโลกรัม
ไข่ไก่ / ครึ่งกิโลกรัม
น้ำดื่ม 600 มล.
ยาสีฟันคอลเกต ขนาด 150 กรัม
โฟมล้างหน้า Pond หรือ Biore ขนาด 100 กรัม
ยาสระผม Pantene ขนาด 250 กรัม
สบู่เหลว Johnson Baby ขนาด 300 มล.
แผ่นรองอนามัย Carefree 10 ชิ้น
บะหม่กึ่งสำเร็จรูป
ผงซักผ้า OMO ขนาด 1200 กรัม
คอมพิวเตอร์
โทรศัพท์มือถือ Nokia3650

6,500
1,900
10 - 15
10 - 20
5 - 20
35 - 50
2,000
2.50 - 7.50
10
100
100
17.50
1 - 1.50
25
7.50
40
115
100
75
45
15
67.50
22,000 ขึ้นไป
20,000

หมายเหตุ

  • 1 หยวน = 5 บาท
  • ราคาประมาณการนี้ คิดจากค่าครองชีพในเมืองปักกิ่ง ซึ่งอ้างอิงจากการสำรวจเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2546 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
  • ข้อมูลในตารางข้างต้น เป็นการประเมินค่าใช้จ่ายแบบคร่าว ๆ ซึ่งช่วยให้สามารถวางแผนการเงิน เบื้องต้นสำหรับผู้ที่กำลังจะตัดสินใจไปเรียน หากมีค่าใช้จ่ายใดที่นอกเหนือจากที่ได้จัดทำนี้ ทางทีมงาน ORENต้องขออภัยและโปรดกรุณาแนะนำเข้ามา เพื่อทางทีมงานจะได้ปรับปรุงต่อไป

Back to top

การเรียนเมืองจีนมีหลักสูตรอะไรบ้าง

Back to top

วีซ่าเข้าเมืองจีนมีกี่ประเภท ค่าใช้จ่ายเท่าไร

ประเภทของวีซ่า

  1. วีซ่า L (Travel) เป็นวีซ่าท่องเที่ยว มีระยะเวลา 30 วันขึ้นไป นับแต่วันที่เดินทางเข้าประเทศ ขึ้นกับเอกสาร หลักฐานที่ใช้ยื่นขอวีซ่า สามารถใช้กับการเรียนหลักสูตรระยะสั้นที่ ไม่เกินระยะเวลาที่ระบุ
  2. วีซ่า F (Business) เป็นวีซ่าแบบธุรกิจ มีระยะเวลา 90 - 180 วันนับจากวันที่เข้าประเทศจีน สามารถใช้กับการเรียนหลักสูตรระยะ 3 เดือน ถึง 1 เทอม วีซ่า X (Student) เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียน มีระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่เดินทางเข้าประเทศจีน ใช้กับนักศึกษาหลักสูตรระยะยาว
  3. วีซ่า Z (Working) เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าไปทำงานในเมืองจีน
  4. วีซ่า D (Resident) เป็นวีซ่าสำหรับผู้อยู่อาศัยต่างด้าว
  5. วีซ่า G (Transit) เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางผ่านประเทศจีนเพื่อไปต่อยังประเทศอื่น
  6. วีซ่า C (Stewardess) เป็นวีซ่าสำหรับพนักงานของสายการบิน
ระยะเวลาทำการ 4 วันทำการ นับรวมวันที่ยื่นขอ (ไม่นับวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์, วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)
หลักฐาน ในการยื่นขอวีซ่า
  1. รูปถ่ายสีขนาด 1 นิ้ว จำนวน 1 ใบ
  2. สำเนาหนังสือตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย (JW202 และ Admission Notice) พร้อมเอกสารตัวจริง
  3. สำเนาใบตรวจร่างกาย พร้อมเอกสารตัวจริง (สำหรับผู้ที่สมัครเรียนตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป)
  4. หนังสือเดินทางตัวจริง
ค่าธรรมเนียม
(สำหรับหนังสือเดินทางไทย)
  • ราคาสำหรับการรับปกติ 1,000 บาท
  • เร่งด่วน (2-3 วันทำการ) 1,800 บาท
  • เร่งด่วน (รับภายในวันเดียว) 2,200 บาท
สถานที่ทำวีซ่า  สถานฑูตจีน 57 ถนนรัชดาภิเษก (ใกล้อาคารฟอร์จูน สามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินลงป้าย พระราม 9 ได้) โทร. 0-2245-7043, 0-2245-7033, 0-2245-7036-7
เวลายื่นขอวีซ่า วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 09.00 - 11.30
หมายเหตุ โดยทั่วไปนักเรียนไทยต้องยื่นขอวีซ่าประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังต่อไปนี้ คือ วีซ่า L (สำหรับผู้สมัครไม่เกิน 12 สัปดาห์) วีซ่า F (สำหรับผู้สมัครเรียนไม่เกิน 1 เทอม), วีซ่า X (สำหรับผู้สมัครเรียน 1 ปีขึ้นไป) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทำการสมัครเรียน

Back to top

คำถาม คำถาม

Q: พูดไม่ได้เลย ภาษาจีนอะไรเนี่ย แต่อยากไป ได้มั้ย?
A: ได้ ขอสารภาพตามความจริงของคนเขียนว่า ตอนไปเรียนเมืองจีนครั้งแรก ภาษาจีนแทบไม่กระดิกเช่นกัน ต่างตรงที่ว่าไม่ต้องไปเรียน pinyin แต่แรก แต่ต้องไปเรียนการออกเสียงที่ถูกต้องใหม่หมด (เหนื่อยจัง!) แต่ถ้าพอรู้ pinyin ไว้บ้างก็จะช่วยให้การเรียนในช่วงแรกไม่ลำบากจนเกินไป

Q: คุณครูใช้ภาษาอะไรสอนในห้อง
A: ทั่วไปใช้ภาษาจีน แต่ในเมืองใหญ่อย่าง ปักกิ่ง หรือในมหาวิทยาลัยที่สอนภาษาต่างประเทศด้วยจะมีอาจารย์ที่พูดภาษาอื่นได้ (เช่นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น) ดังนั้นในการเรียนชั้นต้นบรรดาครูเหล่านี้จะเป็นผู้สอน แต่ ข้อเสีย คือ ทำให้นักเรียนอย่างเรา เรา จะติดถามคำถามเป็นภาษาอังกฤษ หรือพูดง่าย ๆ ทำให้เราไม่มีแรงจูงใจในการทำความเข้าใจกับภาษาจีนนั่นเอง

Q: เรียนแล้วได้อะไร
A: เรียนแล้วคงต้องได้ความรู้บ้างนะ และหลายที่ให้ใบประกาศนียบัตร อีกหนึ่งใบ (โดยนักเรียนต้องเป็นผู้ยื่นความประสงค์กับทางมหาวิทยาลัยเองโดยตรง) เพื่อไปบอกที่บ้านว่าเรามาเรียนจริง ๆ นะ และถ้าเราร่วมเข้าสอบวัดผลต่าง ๆ เราจะได้ใบประกาศผลสอบอีกใบ นอกจากนั้นเรายังได้เพื่อนใหม่ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ถ้าคุณพยายามแสวงหา

Q: เรียนนานแค่ไหนดี
A: อย่างแรกคุณต้องถามตัวเองว่าคุณต้องการทำความเข้าใจกับภาษาจีนแค่ไหน เพราะ ถ้าคุณต้องการแค่ตามใจพ่อแม่ หรือเอาแค่เห็นผลพูดคล่อง แต่กลับเมืองไทยไม่ได้ใช้แค่ 1 เดือน ความคล่องนั้นมันจะหายกลับเมืองจีนเหมือนส่ง EMS หล่ะก็ ขอแนะนำเรียนแค่ 1 เทอมพอ แต่... ถ้าต้องการความชำนาญทั้งการฟัง พูด เขียน อ่าน ขอแนะนะว่าควรใช้ระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป เพราะเมื่อเราเรียนจนถึงระดับที่ เราสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้แล้ว เช่นอ่านนิตยสาร หรือ ฟังละครทีวีน้ำเน่า เมื่อเรากลับมาเมืองไทย หากมีเวลาว่าง เรายังสามารถเอาหนังสือพวกนี้มาอ่านกันลืม หรือฟังทีวีที่เมืองไทยได้ ซึ่งดูแล้วคุ้มค่าเงินและเวลาที่เสียไป 1 ปีนั้น มากกว่า

Q: "กลัวภาษาจะเพี้ยน" หากไปเรียนภาษาจีน ในเมืองอื่นที่ไม่ใช่ปักกิ่ง
A: อาจารย์ชาวจีนที่สอนภาษา สำหรับนักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่มาจากภาควิชาภาษาจีน จึงไม่ต้องห่วงเรื่องที่ อาจารย์จะออกเสียงเพี้ยน ให้นักศึกษาอย่างเราจำไปใช้ผิด ๆ และการที่คน ๆ นึงจะติดสำเนียงท้องถิ่น (ที่เราว่าเพี้ยนนั้น) ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ต้องใช้เวลา อาศัย คลุกคลีกับคนท้องถิ่น เป็นปี ๆ แต่สิ่งที่พวกเราควรหันมาให้ความสำคัญมากกว่า คือ จะทำอย่างไรให้พูดได้คล่อง และสื่อสารกับคนจีนทั่วไปได้ ต่างหาก

Q: ต้องเอาอะไรไปบ้าง
A: ข้อนี้คุณผู้หญิงทั้งหลายถามกันมามาก แล้วที่แนะหลายคนไปก็คือ เตรียมเสื้อผ้าไปพอประมาณ ยาที่ใช้ประจำ (ขอเน้นเรื่องยานะคะ ถ้าคุณคุณมียาที่ใช้เฉพาะตัวอยุ่ให้นำติดตัวไปด้วย ดีที่สุดค่ะ) ของใช้ประจำเลือกที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ต้องขนไปหมดบ้าน ไปหาซื้อเอาข้างหน้าได้ (แต่ถ้าไปช่วงหน้าหนาว เอาไปป้องกันหนาวก่อนบางส่วน) เอาจำพวกอาหาร จะสำเร็จรูปหรือไม่ อันนี้ตามรสนิยม แต่เอาไปเยอะหน่อยดีกว่า โดยเฉพาะคนที่รู้ตัวว่ากินยากอยู่ยาก

Q: เมืองจีนเมืองไหนปลอดภัยที่สุด
A: ไม่มีที่ไหนในโลกปลอดภัยที่สุดหรอกค่ะ แม้แต่ในกรุงเทพ ถ้าคุณไม่ระวังตัวเอง และยิ่งอยู่ห่างบ้านเมืองที่คุ้นเคย คุณยิ่งต้องระวังตัวให้มากขึ้นเป็นหลายเท่า โดยเฉพาะคุณผู้หญิงกับเครื่องประดับประเภททองหยิบทองหยอด ฝากไว้ที่บ้านได้เลยไม่ต้องใส่ไป อีกเรื่อง กระเป๋าสตางค์ อย่าติดนิสัยถือไปถือมา เหมือนตอนอยู่เมืองไทย หากระเป๋าสะพายติดตัวหนึ่งใบ (เอาที่กรีดยาก ๆ หน่อย พูดเล่นน่ะ) ใส่ลงไป เวลาซื้อของรับเงินทอนแล้วจัดการเก็บเงินและกระเป๋าสตางค์ให้เรียบร้อยก่อน ค่อยเดินออกจากร้าน เวลาต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนเยอะ ๆ เช่น ช่วงที่เบียดกันขึ้นรถ กระเป๋าสพาย ย้ายมาอยู่ด้านหน้าซะ หรือแบ่งเงินเก็บเป็น 2 กระเป๋า ใบหนึ่งใส่แบงค์ย่อยไว้สำหรับหยิบใช้บ่อย ๆ อีกใบเก็บแบงค์ใหญ่ ก็ได้ ง่าย ๆ แค่นี้เองแล้วไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนก็จะปลอดภัย

Q: งานหล่ะ Part time ก็ยังดี ทำได้รึเปล่า
A: ตามกฎหมาย คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะคุณถือวีซ่านักเรียนอยู่ นอกจากเป็นอาจารย์พิเศษ โดยทางมหาวิทยาลัยยินยอมว่าจ้าง ในกรณีที่เมืองนั้นมีภาควิชาภาษาไทย และสอนเป็นอาจารย์พิเศษ และในปัจจุบันบางเมืองท่องเที่ยวอย่าง เมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หังโจวหรือคุนหมิงนั้น บริษัททัวร์บางแห่งต้องการนักเรียนไทย (ที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้) เป็นไกด์ชั่วคราว ในช่วงฤดูท่องเที่ยวด้วยจ้า

Q: มหาวิทยาลัยใดในเมืองจีนที่ดี มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมมากที่สุด
A: มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันทั้งในรายละเอียดของวิชาที่เปิดสอน ความนิยมหรือชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบและความเห็นส่วนตัว

Back to top

ข้อแนะนำในการเลือกสถานศึกษา

บทความนี้เป็นแนวทางพอสังเขปสำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศจีน เพื่อใช้เป็นข้อพิจารณาหรือหลักเกณฑ์เบื้องต้น สำหรับการเลือกสถานศึกษา ก่อนทำการตัดสินใจ

ในที่นี้จะขอกล่าวเน้นเฉพาะการเลือกเรียนในหลักสูตรภาษาจีนทั้งระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยสามารถแจกแจงได้ ดังนี้

  1. กำหนดช่วงเวลาที่สนใจ และ ระยะเวลา เช่น 1 เทอม หรือ 2 ปี เป็นต้น และ ควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ของตัวเราเอง เช่น มีเป้าหมายจะเรียนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านใด หรือ เพื่อจะฝึกฝนเน้นเฉพาะทางด้านใด และ จำเป็นต้องเรียนให้มีความรู้ความสามารถระดับไหนจึงจะเพียงพอ ทั้งนี้ก็เพื่อนำมาใช้เป็นตัวกำหนดว่าเราควรจะใช้ระยะเวลาเรียนนานเท่าใด
  2. งบประมาณ โดยเปรียบเทียบในเรื่องของค่าใช้จ่ายหลักๆ เช่น ค่าเล่าเรียน และ ค่าที่พักของแต่ละสถาบัน รวมถึงค่าครองชีพของเมืองนั้น ๆ
  3. สอบถามและค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ของสถาบันที่สนใจ ใ ห้มากที่สุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งใน และ ต่างประเทศ ความถนัดเฉพาะในสาขาวิชาของสถาบันนั้น ๆ รวมถึงระยะเวลาในการก่อตั้ง ประสบการณ์การสอน และ ผลงานความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมา รวมทั้งหาโอกาสสอบถามพูดคุยกับผู้ที่เคยศึกษามาก่อนจากสถาบันนั้น จะเป็นการดียิ่ง
  4. ปัจจัยแวดล้อมอื่น เช่น สภาพเมือง สภาพอากาศ ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ความสะดวกในการเดินทาง เช่น หากร่างกายไม่ชินกับสภาพอากาศหนาวอย่างทางเหนือก็ควรเลือกเรียนในเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ซึ่งมีอากาศอบอุ่นกว่า และมีรสชาติและความหลากหลายของอาหารที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าเมืองทางฝั่งเหนือ
  5. สำหรับการเลือกเรียนภาษาสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาเพิ่มเติม อาทิเช่น
  • การแบ่งระดับชั้นเรียน ว่ามีมากน้อยแค่ไหน (โดยทั่วไปสถาบันที่มีการแบ่งซอย ระดับชั้นเรียนมาก มีโอกาสที่จะได้เรียนในระดับชั้นที่เหมาะสมกับระดับ ความสามารถของตัวเองมาก)
  • จำนวนนักเรียนต่างชาติทั้งหมด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัจจัยในข้อที่แล้วซึ่งไม่ควรมีมากหรือน้อยเกินไป นอกจากนั้นจำนวนของนักเรียนไทยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณา เพราะจะมีผลโดยตรงต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการเรียนภาษาเช่นกัน
  • จำนวนนักเรียนต่อห้อง (ซึ่งหากมีจำนวนน้อยก็ยิ่งมีโอกาสในการฝึกฝนและซักถามได้มาก)
  • บรรยากาศในการเรียน และ อื่น ๆ เช่น สภาพหอพัก ร้านอาหาร ร้านค้า รวมถึงสาธารณูปโภค และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ วิธีที่ดีที่สุดคือการเดินทางไปสำรวจด้วยตัวเอง หรือ สอบถามจากผู้รู้ หรือ ตัวแทนที่สามารถให้ข้อมูลได้

Back to top

การสอบ HSK คืออะไร

การสอบ HSK หรือ Hanyu Shuiping Kaoshi คือ การสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนมาตรฐานที่จัดขึ้น สำหรับ ชาวต่างชาติ ชาวจีนโพ้นทะเล รวมถึง ชนกลุ่มน้อยในประเทศจีน ซึ่งการสอบ HSK ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์คล้ายกับการสอบ TOEFL ในภาษาอังกฤษ

HSK เริ่มใช้ภายในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 1985 ถึงปัจจุบัน HSK เริ่มมีการสอบที่ต่างประเทศ ประเทศแรกที่มีการสอบ ได้แก่ สิงคโปร์ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน มิถุนายน ปี ค.ศ. 1991 ต่อมา ออสเตรเลียและญี่ปุ่น หลังจากนั้นแคนาดา เกาหลีใต้ ฮ่องกง อเมริกา เยอรมัน อิตาลี่ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ก็เริ่มมีการสอบ HSK อย่างแพร่หลาย ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมการสอบ HSK กันอย่างมากมาย และเป็นการกระตุ้น การเรียนการสอนภาษาจีน เป็นอันมากทีเดียว HSK ค่อยๆ ได้รับการยกย่องว่า เป็นการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน ที่ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือมากที่สุด

การสอบ HSK แบบใหม่

สามารถดูข้อมูลได้ที่ www.thai2china.com/hsk_new.html

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.hsk.org.cn

Back to top